Ducati Multistrada V2

Ducati ผู้นำตลาดรถจักรยานยนต์ระดับโลก สัญชาติอิตาลี เปิดตัวรถมอเตอร์ไซค์ทัวร์ริ่งแอดเวนเจอร์ รุ่นระดับเริ่มต้นของทางค่าย โมเดลใหม่ล่าสุดกับ Ducati Multistrada V2 และ Ducati Multistrada V2S สานต่อความสำเร็จของรถมอเตอร์ไซค์ทัวร์ริ่งของทางค่าย โดยครั้งนี้เป็นการปรับปรุงรุ่นเริ่มต้นด้วยการให้ “โช๊คอัพไฟฟ้า” ติดตั้งมาในรุ่น V2S พร้อมเสริมประสิทธิภาพการขับขี่ของตัวรถ รวมถึงความสะดวกสบาย ให้เหนือกว่ารุ่นเดิม ในราคาที่เข้าถึงได้ง่ายกว่ารุ่นพี่ Multistrada V4

รายละเอียด Ducati Multistrada V2

เทคโนโลยี 

ในรถมอเตอร์ไซค์ของ Ducati ปี 2021 ทุกโมเดล อัดแน่นเรื่องเทคโนโลยี เพราะตอนนี้ในรถรุ่นระดับกลางของ Ducati จัดหนักเรื่องระบบความปลอดภัยระดับที่รถ Superbike ติดตั้งกันเลยทีเดียว ไม่ว่าจะเป็น

– Cornering ABS

– Traction Control

– Vehicle Hold Control

และจัดเต็มยิ่งขึ้นใน Multistrada V2S ได้แก่

– โช๊คอัพไฟฟ้า Ducati Skyhook

– Cornering ABS

– Traction Control

– Vehicle Hold Control

– Cornering Light

– Quick Shifter ทั้งเพิ่มและลดเกียร์

– Cruise Control

เครื่องยนต์

เครื่องยนต์ใหม่ Ducati Testastretta 2 สูบ L-Twin 4 วาล์วต่อสูบ ระบายความร้อนด้วยน้ำ ระบบวาล์วแบบ Desmodromic ความจุกระบอกสูบรวมอยู่ที่ 937 cc มอบพละกำลังสูงสุด 113 แรงม้า ที่ 9,000 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 96 นิวตันเมตร ที่ 6,750 รอบ/นาที ส่งด้วยระบบเกียร์ 6 สปีด พร้อมสลิปเปอร์คลัทช์ ขับเคลื่อนด้วยโซ่

ดีไซน์

โดดเด่นด้วยความเป็นรถทัวร์ริ่งแอดเวนเจอร์สไตล์พิมพ์นิยม มีความสูง โปร่ง มอบทัศนวิสัยการขับขี่ที่ดีเยี่ยม โดยเฉพาะรูปลักษณ์ของตัวรถที่มองแต่ไกลก็ทราบแล้วว่านี่คือรถมอเตอร์ไซค์แบบทัวร์ริ่งแอดเวนเจอร์ ยิ่งติดกล่องสัมภาระตกแต่งเพิ่มเติมเข้าไป นอกจากช่วยในเรื่องของการขนสัมภาระแล้ว ยังช่วยเสริมภาพลักษณ์ของตัวรถให้ดูภูมิฐานมากยิ่งขึ้นด้วย ด้วยไฟหน้าคู่แบบ LED รวมทั้งไฟสูงและไฟต่ำในโคมเดียวกัน มาพร้อมกับปากนกที่ช่วยเรื่องอากาศพลศาสตร์ของตัวรถให้มีการยึดเกาะบนความเร็วสูงที่ดีเยี่ยม มาพร้อมกับการ์ดแฮนด์ที่มีการติดตั้งไฟเลี้ยวเอาไว้ในตัว

การขับขี่

ช่วงล่าง ด้านหน้าใช้โช๊คอัพแบบหัวกลับขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 48 มม. ระยะยุบ 170 มม. ปรับแต่งได้ทุกการตั้งค่า ส่วนในรุ่น V2S ใช้โช๊คอัพไฟฟ้า Ducati Skyhook ปรับแต่งการตั้งค่าได้ง่ายด้วยระบบไฟฟ้าดพื่อการขับขี่ที่ตอบสนองทุกสภาพถนน โดยล้อหน้าเลือกใช้ล้ออัลลอยขนาด 19 นิ้ว คู่กับยางขนาด 120/70 ZR19 โดยยางติดรถให้มาเป็น Pirelli Scorpion Trail II ส่วนระบบเบรกก็จัดเต็มกับดิสก์เบรกคู่ชนิดจานแบบเซมิโฟลตติ้ง ขนาด 320มม. พร้อมปั้มเบรกจาก Brembo จำนวน 4 พอต เพื่อความนั้นใจในการเบรก


บทความอื่นๆ เกี่ยวกับวงการมอเตอร์ไซค์ ได้ทาง www.motorcycle-thai.com

เผยโฉม Triumph Tiger sport 660 รุ่นใหม่

ไทรอัมพ์ มอเตอร์ไซเคิลส์ เผยโฉม ไทเกอร์ สปอร์ต 660 ( Triumph Tiger sport 660 ) รุ่นใหม่ รถจักรยานยนต์ขนาดกลางมาพร้อมเครื่องยนต์สามสูบอันทรงพลังของไทรอัมพ์ ด้วยขุมพลังมาตรฐานสูงสุดระดับแนวหน้า สเปครถจักรยานยนต์ขั้นสูงสุด และค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาที่ต่ำที่สุดในรถตระกูลแอดเวนเจอร์ 

รายละเอียด Triumph Tiger sport 660

เครื่องยนตร์

ไทเกอร์ สปอร์ต 660 (Tiger Sport 660) นำเสนอสุดยอดขุมพลังเครื่องยนต์สามสูบ เป็นครั้งแรกในรถกลุ่มนี้ ที่ให้แรงบิดอันทรงพลังจากรอบต่ำ ไปจนถึงรอบสูงอย่างสมบูรณ์แบบ ผสมผสานกับ สมรรถนะช่วงกลางที่แข็งแกร่ง และให้พละกำลังมหาศาลในรอบปลาย ให้แรงบิดสูงสุด 64 นิวตันเมตร ที่ 6,250 รอบต่อนาที และกำลังสูงสุดถึง 81 แรงม้า ที่ 10,250 รอบต่อนาที การส่งกำลังได้รับการจัดการ โดยระบบจัดการเครื่องยนต์ที่ล้ำสมัย ซึ่งมาพร้อมคันเร่งไฟฟ้า ที่มอบการตอบสนองที่แม่นยำ กับระบบเกียร์แบบใหม่ 6 สปีด พร้อมอัตราทดเกียร์ที่ปรับให้เหมาะสม เพื่อสามารถขับขี่ได้อย่างสนุกสนานในทุกวัน 

ทคโนโลยี

กับเทคโนโลยีชั้นนำ ที่ได้มาตรฐานสำหรับผู้ขับขี่ โดยมีแผงหน้าปัดมัลติฟังก์ชันรุ่นใหม่ล่าสุด พร้อมหน้าจอ TFT ซึ่งถือเป็นรถรุ่นแรกในคลาสเดียวกัน โดยแสดงผลข้อมูลที่จำเป็นทั้งหมดอย่างชัดเจน และมีดีไซน์ที่กะทัดรัด นอกจากนี้ยังได้รับการออกแบบ เพื่อรองรับระบบการติดตั้งอุปกรณ์เสริม My Triumph Connectivity ซึ่งสามารถเข้าถึงระบบนำทางแบบ turn-by-turn และการควบคุมกล้อง GoPro รวมถึงสามารถใช้งานโทรศัพท์ และเล่นเพลงได้ โดยสามารถควบคุมฟังก์ชันทั้งหมดได้ด้วยปลายนิ้วผ่านสวิตช์ควบคุมที่แฮนด์ และสามารถเข้าถึงข้อมูลทั้งหมดที่เกี่ยวข้องได้ผ่านหน้าจอ TFT เพื่อให้ใช้งานได้ง่ายขณะขับขี่

โหมดการขับขี่ 2 โหมด ได้แก่ ฝนตก (Rain) และถนนปกติ (Road) ซึ่งสามารถปรับเปลี่ยนการตอบสนองของคันเร่ง และมีระบบควบคุมการยึดเกาะถนน เพื่อให้ผู้ขับขี่สามารถควบคุมรถได้อย่างมั่นใจมากขึ้นในทุกสภาวะการขับขี่

ดีไซน์

ออกแบบโดยผสมผสานการใช้งานจริงเข้ากับดีไซน์แอดเวนเจอร์สปอร์ตแบบร่วมสมัยได้อย่างสวยงาม ทำให้ได้ท่วงท่าที่มั่นใจและโดดเด่น มาพร้อมตัวถังแบบใหม่ทั้งหมดที่มีเส้นสายที่สะอาดตาต่อเนื่องกันจากค็อกพิท พร้อมด้วยการติดตั้งไฟหน้าคู่ ไปจนถึงส่วนท้ายสุดมินิมอลและไฟท้ายแบบโค้งมน

การขับขี่

ได้รับการออกแบบมาเพื่อความคล่องตัว และความสะดวกสบาย ที่เป็นเอกลักษณ์ของไทรอัมพ์ ให้การควบคุมที่ง่าย และความสมดุลอันสมบูรณ์แบบ ที่สร้างความมั่นใจแก่ผู้ขับขี่ พร้อมเบาะนั่งคู่ที่สะดวกสบาย และราวจับสำหรับผู้โดยสารที่ปรับตามหลักสรีรศาสตร์ซึ่งติดตั้งเป็นอุปกรณ์มาตรฐาน นอกจากนี้ยังมีตำแหน่งยืนคร่อมรถแคบ ทำให้ยืนคร่อมได้อย่างสะดวก เพื่อการบังคับที่คล่องตัวที่ความเร็วต่ำ และให้ความรู้สึกมั่นคงขณะรถหยุดนิ่ง


บทความอื่นๆ เกี่ยวกับวงการมอเตอร์ไซค์ ได้ทาง www.motorcycle-thai.com

ALL New Monster จากค่าย Ducati  ที่อัดแน่นด้วยเทคโนโลยี มีความคล่องตัวสูง

All New Monster จากค่าย Ducati  ทีอัดแน่นด้วยเทคโนโลยี มีความคล่องตัวสูง น้ำหนักเบาสุดเพียง 166 กิโลกรัม ลดลงจากรุ่น Monster 821 ไปถึง 18 กิโลกรัม ซึ่งได้รับการออกแบบ และพัฒนาสรีระท่านั่งในการขับขี่เพื่อลดความเหนื่อยล้า เบาะมีความสูง 775 มม. (มาตรฐานสำหรับประเทศไทย) และ 820 มม. (อุปกรณ์เสริม) แฮนด์บาร์มีการปรับระยะให้เข้าหาตัวผู้ขับขี่มากขึ้น ที่พักเท้าถูกปรับองศาให้มีความกระชับและสบายมากขึ้น 

น้ำหนักที่ลดลงได้มากถึง 18 กิโลกรัม ของ All New Monster เป็นผลมาจาก

  1. -ชุดเครื่องยนต์ถูกปรับปรุงและดีไซด์ใหม่ ใช้เครื่องยนต์แบบ L-Twin Desmodromic valve Testastretta 11˚ทำให้มีน้ำหนักลดลงไปถึง 2.4 กิโลกรัม
  2. -ล้ออลูมิเนียมอัลลอยดีไซน์ใหม่ ทำให้มีน้ำหนักลดลงไปถึง 1.7 กิโลกรัม
  3. -Double Side Swingarm ได้รับการพัฒนาทำให้มีน้ำหนักลดลงไปถึง 1.6 กิโลกรัม แต่ยังคงความแข็งแรงไว้ได้อย่างดี
  4. -เทคโนโลยีทางสนามแข่ง Moto GP นั่นคือเฟรมแบบ Monocoque จึงทำให้มีน้ำหนักลดลงไปถึง 4.5 กิโลกรัม
  5. -ซับเฟรมด้านหลังใช้วัสดุ Glass Fiber Reinforced Polymer จึงทำให้มีน้ำหนักที่เบามากขึ้น 1.9 กิโลกรัม

ด้วยการขับขี่ที่คล่องตัว และคงความสนุก รูปทรงปราดเปรียวผสานอิตาเลียนดีไซน์ พร้อม 3 โหมดขับขี่ คือ Sport, Touring และ Urban ด้านเทคโนโลยีความปลอดภัยได้รับการพัฒนาให้ทันสมัยและปลอดภัยมากขึ้น ใช้งานง่ายขึ้น เช่น 

–   Cornering ABS (เฉพาะล้อหน้า) ระบบที่ช่วยปรับแรงดันน้ำมันเบรกให้เหมาะสม โดยเซนเซอร์จะทำงานตรวจวัดการเอียงของรถในขณะเข้าโค้ง ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการเบรกในโค้งให้แม่นยำมากยิ่งขึ้น

–   Traction Control ระบบควบคุมเสถียรภาพการทรงตัวของตัวรถ เมื่อรถเกิดการลื่นไถล หรือสูญเสียการควบคุม ระบบนี้ก็จะเข้ามาช่วยผู้ขับขี่ในเสี้ยววินาที

–   Wheelie Control ระบบควบคุมการยกของล้อหน้าและหลัง 

–   Launch Control เทคโนโลยีจากสนามแข่ง Moto GP ถูกเพิ่มเติมขึ้นมาครั้งแรก ช่วยควบคุมการออกตัวรถด้วยความเร็วสูงอย่างมีเสถียรภาพ

–   Quickshifter up & down ระบบเปลี่ยนเกียร์ทั้งขึ้นและลง โดยไม่ต้องบีบคลัช สร้างความสะดวกสบายและสนุกอย่างไร้รอยต่อกับผู้ขับขี่

ราคา All New Monster 

มีให้เลือก 2 สี คือ RED ราคา 449,000 บาท และ Aviator Grey ราคา 453, 000 บาท จองได้ที่โชว์รูมดูคาติทุกแห่ง หรือจองพิเศษผ่านช่องทาง Lazada พันธมิตรของดูคาติ เพื่อให้ลูกค้าเข้าถึง All New Monster ได้ง่าย รวดเร็ว สิทธิพิเศษเพิ่มเติม คือ จอง ในราคาเพียง 5,000 บาท* เริ่ม 29 กันยายน – 15 ตุลาคมนี้ *เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทฯ กำหนด

สนใจสามารถนัดหมายทดลองขับ ได้แล้ววันนี้ โดยผ่านช่องทางออนไลน์ที่ Line Official : @Ducatithailand 

ดูคาติ ประเทศไทย โดย “บริษัท โมโตเร อิตาเลียโน จำกัด” เป็นผู้นำเข้า และผู้จัดจำหน่ายดูคาติอย่างเป็นทางการรายเดียวของประเทศไทย ตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2564 


บทความอื่นๆ เกี่ยวกับวงการมอเตอร์ไซค์ ได้ทาง www.motorcycle-thai.com

Suzuki Hayabusa  Generation 3 ด้วยราคาเปิดตัวในประเทศไทย 899,000 บาท 

All New Suzuki Hayabusa Generation 3 เปิดตัวมาด้วยราคาที่สาวกเจ้าพญาเหยี่ยวอ้วนจะต้องตะลึง เพราะเทคโนโลยีที่จัดจ้านมาขึ้น ระบบตัวช่วยต่างๆ ที่จัดเต็มเกินคำว่าล้ำไปไกล ซึ่ง Gen 3 ใช้เวลาเกือบ 13 ปี ถึงจะปล่อยเจ้าเหยี่ยวอ้วนตัวใหม่คันนี้ ออกสู่โลกภายนอกอีกครั้ง ด้วยราคาเปิดตัวในประเทศไทย 899,000 บาท 

All New Suzuki Hayabusa 2021 

ได้รับการออกแบบภายใต้แนวคิด “The Refined Beast” หมายถึง ความงดงามน่าเกรงขาม แต่แฝงไปด้วยความชาญฉลาดทันสมัย พร้อมด้วย Feature ใหม่ๆ มากมาย กับสไตล์รูปทรงที่ดุดัน หรูหราด้วยเส้นสายที่เฉียบคม และการออกแบบแอโรไดนามิกใหม่ ที่ถ่ายทอดความรู้สึกพุ่งทะยานไปข้างหน้า พร้อมไฟท้ายแบบใหม่ที่สะดุดตา ท่อไอเสียสไตล์สปอร์ต การดีไซน์ล้อใหม่แบบ 7 ก้าน ที่ดึงดูดใจ และทรงประสิทธิภาพ รูปลักษณ์ด้านหน้าแบบใหม่หมดจด ด้วยการออกแบบไฟหน้าดีไซน์ใหม่แบบ Positioning Light ที่รวมเอา Day Time Running Light กับชุดไฟเลี้ยวสไตล์สปอร์ตเข้าด้วยกัน โดดเด่น เร้าใจยิ่งขึ้น พร้อมเทคนิคการใช้สีและสร้างความโดดเด่นเฉพาะตัว แบบ Two Tone ทั้ง 3 แบบ

โดยเครื่องยนต์ยังเป็นบล๊อกเดิม 4 สูบเรียง ขนาด 1,339.8 ซีซี ระบายความร้อนด้วยน้ำ พร้อมอัพเกรดอุปกรณ์ และเทคโนโลยี เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ และความทนทานไปอีกขั้น New Exclusively Designed Exhaust System ดีไซน์ระบบไอเสียแบบพิเศษ ช่วยพัฒนา และเสริมพละกำลัง กับแรงบิดช่วงต่ำถึงกลางให้ดี ทั้งยังเป็นไปตามมาตรฐาน Euro 5 ส่งผลให้มีกำลังเครื่องยนต์ที่นุ่มนวลและสม่ำเสมอมากขึ้น 

ด้วยเทคโนโลยี อัจฉริยะ Suzuki Intelligent Ride System (S.I.R.S.) ชุดระบบอิเล็กทรอนิกส์สุดล้ำ ใหม่ล่าสุด และปรับโหมดการขับขี่ได้ 3 โหมด Suzuki Drive Mode Selector Alpha หรือ (SDMS-?) คือ (A: Active, B: Basic, C: Comfort) มีระบบ Cruise Control System สามารถตั้งค่าความเร็วคงที่ในช่วงความเร็วระหว่าง 31-200 กม./ชม. โดยขับขี่ที่รอบความเร็ว 2,000 ? 7,000 รอบ ที่เกียร์ 2 หรือสูงกว่า ระบบเบรกแบบกระจายแรงหน้า-หลัง Combined Brake System เพียงแค่บีบมือเบรกด้านหน้า อีกทั้งยังมีระบบ Motion Track Brake System ช่วยในการควบคุมการเบรก ขณะเข้าโค้ง หรือลงทางลาดชัน ให้อีกด้วย ถือว่าเจน 3 ที่เปิดตัวออกมาสมการรอคอยของสาวกเหยี่ยวอ้วน เพราะราคาที่ไม่แตะล้าน แต่ออพชั่นให้มาแบบจัดเต็ม


บทความอื่นๆ เกี่ยวกับวงการมอเตอร์ไซค์ ได้ทาง www.motorcycle-thai.com

Monkey รุ่นพิเศษ ผลิตจำนวนจำกัดเพียง 150 คันในโลก

CUB House by Honda ส่งมอบความสนุกจากของเล่นในวัยเด็ก สู่รถคันจริงให้คนไทยได้สัมผัสด้วยการเปิดตัว Monkey x Hot Wheels Limited Edition หรือ Monkey รุ่นพิเศษ ที่เกิดจากความร่วมมือกันเป็นครั้งแรกของแบรนด์ดังระดับโลกอย่าง Monkey และ Hot Wheels เพื่อเติมเต็มความฝันในวัยเด็ก ที่อยากลองขี่รถในฝันสักครั้งในชีวิต ผลิตจำนวนจำกัดเพียง 150 คันเท่านั้น

ทาคาโนริ มารุยามะ รองประธานกรรมการบริหาร บริษัท ไทยฮอนด้า แมนูแฟคเจอริ่ง ผู้นำวงการรถจักรยานยนต์ไทยเปิดเผยว่า “Monkey มีจุดเริ่มต้นในปี 1961 จากความคิดสนุกๆ ของวิศวกรฮอนด้า ที่นำชิ้นส่วนต่างๆ มาประกอบกันเป็นมอเตอร์ไซค์ขนาดเล็กไว้ขี่ในโรงงาน แต่หลังจากนั้นความสนุกดังกล่าวก็ได้รับความนิยมไปทั่วโลกจนกลายเป็นตำนานจนถึงปัจจุบัน

สำหรับในเมืองไทย เราวางคอนเซปต์ Monkey ให้เป็นรถที่สามารถส่งมอบประสบการณ์ให้กับแฟนๆ ที่อยากขับขี่รถในฝันหรือที่เราเรียกว่า “Ride Your Dream Bike” ผ่านคาแรกเตอร์ที่หลากหลายในรูปแบบ Special Limited Edition เริ่มจาก Dragon Ball Limited Edition มาจนถึง Gundam Limited Edition ซึ่งเราได้พบกับกระแสตอบรับอย่างล้นหลามมาโดยตลอด และครั้งนี้เราขอส่งมอบความสนุกครั้งใหม่ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน เพราะเป็นครั้งแรกของการ Collab ระหว่าง Monkey และ Hot Wheels ซึ่งเป็นแบรนด์ของเล่นที่เป็นที่ชื่นชอบของนักสะสมทั่วโลก กลายเป็น Monkey x Hot Wheels Limited Edition

การร่วมมือกันของทั้งสองแบรนด์ในครั้งนี้ เราได้ถ่ายทอด DNA ของ Monkey และ Hot Wheels เข้าไว้ด้วยกันอย่างลงตัวมากที่สุด โดยนำเอาเอกลักษณ์ของ Treasure Hunts ซึ่งเป็นรถที่หายากที่สุดของ Hot Wheels มาถ่ายทอดผ่าน Monkey x Hot Wheels Limited Edition กลายเป็นไอเทมใหม่ที่สามารถขับขี่ได้จริงอีกด้วย โดยรถรุ่นนี้ได้รับการออกแบบโดยทีมดีไซเนอร์จากสำนักแต่ง H2C ของฮอนด้า ที่มีความหลงใน Monkey และมีความเข้าใจในแบรนด์ Hot Wheels เป็นอย่างสูง”

Monkey รุ่นพิเศษ ราคา

วางจำหน่ายด้วยราคา 139,900 บาทต่อเซ็ต ในเซ็ทประกอบด้วยชั้นเก็บสะสมรถ Hot Wheels Extreme Tower & Basic Car 72 Units, หมวกกันน็อก Hot Wheels, พวงกุญแจ Serial Number Keychain ระบุลำดับหมายเลข 1-150 ของรถแต่ละคัน ผลิตจำนวนจำกัดเพียง 150 คันในโลก

บทความอื่นๆ เกี่ยวกับวงการมอเตอร์ไซค์ ได้ทาง www.motorcycle-thai.com

New Forza350 ล้ำกว่าด้วยระบบสั่งการด้วยเสียง กับบิ๊กสกู๊ตเตอร์ จากค่าย Honda

New Forza350

New Forza350 ล้ำกว่าด้วยระบบสั่งการด้วยเสียง กับบิ๊กสกู๊ตเตอร์ จากค่าย Honda เป็นรถที่แรงจัดจ้าน จากขุมพลังขับเคลื่อนของเครื่องยนต์ eSP+ แบบ 4 วาล์ว ขนาด 330 ซีซี และตอนนี้ ได้ยกระดับเทคโนโลยีเพิ่มเข้าไป ด้วยระบบสั่งการด้วยเสียง HSVCs (Honda Smartphone Voice Control system)

Honda New Forza350 HSVCs

สำหรับระบบ HSVCs ถือว่าเป็นเทคโนโลยีอัจฉริยะจากฮอนด้า ที่ทำให้การเชื่อมต่อสมาร์ทโฟนกับตัวรถผ่านแอปพลิเคชัน Honda RoadSync (รองรับระบบ Android Version 7.0 ขึ้นไป) สามารถใช้งานได้อย่างสะดวกสบาย รองรับการทำงาน 4 ฟังก์ชัน ได้แก่ รับสายเข้า-โทรออก ระบบนำทาง แอปพลิเคชันเพลง และการรับ-ส่งข้อความ ซึ่งผู้ขับขี่สามารถควบคุมการทำงานของฟังก์ชันต่างๆ ด้วยเสียง พร้อมกดสั่งการที่สวิตช์แฮนด์แบบมัลติฟังก์ชัน เชื่อมต่อด้วยบลูทูธ แสดงรายละเอียดผ่านไมล์หน้าปัดแบบ New Premium Meter

อย่างไรก็ดี HSVCs เป็นเพียงหนึ่งในเทคโนโลยีล่าสุดที่ยกระดับเข้ามา แต่ NewForza350 ยังเต็มเปี่ยมไปด้วยเทคโนโลยีอื่นๆ อีกมากมาย ไม่ว่าจะเป็นวินด์สกรีนไฟฟ้าที่ปรับระดับความสูงได้ถึง 150 มิลลิเมตร ระบบควบคุมการทรงตัว HSTC-Honda Selectable Torque Control เพิ่มความปลอดภัยขณะขับขี่ด้วยการตรวจจับความเร็วล้อหน้าและล้อหลังให้สัมพันธ์กัน, ระบบไฟเบรกฉุกเฉิน ESS, ระบบเบรก ABS หน้า-หลัง ที่มาพร้อมดิสก์เบรกขนาดใหญ่ และระบบกุญแจรีโมทอัจฉริยะ Honda Smart Key สตาร์ทเครื่องยนต์โดยไม่ต้องใช้กุญแจ ช่วยระบุตำแหน่งพร้อมสัญญาณกันขโมย มาพร้อมกับ Honda Smart Controller เพื่อควบคุมการสั่งงานต่างๆ ที่ตัวรถ

ราคา

NewForza350 มีให้เลือก 2 รุ่นย่อย ได้แก่ รุ่น Roadsync Type (ติดตั้งระบบ HSVCs) มีสีดำ และสีเทา-ดำ มาพร้อม New Gold Emblem และล้อสีทองสไตล์ใหม่ New Gold Wheel ราคาแนะนำที่ 177,500 บาท และรุ่น Standard Type มีให้เลือก 4 สี ได้แก่ สีดำ สีเทา-ดำ สีแดง-ดำ และสีน้ำเงิน-ดำ ราคาแนะนำที่ 175,500 บาท

บทความอื่นๆ เกี่ยวกับวงการมอเตอร์ไซค์ ได้ทาง www.motorcycle-thai.com

มอเตอร์ไซค์วินเทจ ที่ยังได้รับความนิยม แม้จะผ่านมานานปี

มอเตอร์ไซค์วินเทจ ที่ยังได้รับความนิยม แม้จะผ่านมานานปี แม้จะมีการปรับเปลี่ยนมาหลายรุ่น แต่ยังคงรูปทรงวินเทจ ที่ได้รับความนิยมเอาไว้อย่างดี จะมีรุ่นใดบ้าง ไปติดตามชมกันได้เลย

มอเตอร์ไซค์วินเทจ

1-Vespa LX 125 3Vie

ถ้าพูดถึงรถมอเตอร์ไซค์วินเทจ แต่ไม่พูดถึงเวสป้า ถือว่าพลาด เพราะเวสป้า ถือเป็นหนึ่งในมอเตอร์ไซค์รุ่นเดอะ ที่ใครเห็นก็ต้องชอบ ใครเห็นก็ต้องหลงรัก เพราะรูปทรงที่เป็นเอกลักษณ์ โดยล่าสุดเวสป้าได้ออกมอเตอร์ไซค์วินเทจรุ่น Vespa LX 125 3Vie มาใหม่ ด้วยประสิทธิภาพเครื่องยนต์ที่สูงขึ้น และเทคโนโลยีต่างๆ ที่ทันสมัยขึ้น ทำให้เวสป้าเป็นมอเตอร์ไซค์วินเทจ ที่นักบิดต้องมีเอาไว้ในครอบครอง

ราคา : 89,900 บาท

2-GPX Wonwan 110 CC.

อีกหนึ่งมอเตอร์ไซค์วินเทจพันธ์แท้ กับ GPX Wonwan 110 CC ที่แค่ชื่อรุ่นก็ย้อน วันวานกันแล้ว สำหรับความวินเทจในคันนี้ บอกเลยว่ารูปทรงที่ยังคงความเป็นเอกลักษณ์ คลาสสิกเดิมๆ ไว้ ขับขี่ง่าย น้ำหนักเบา สามารถขับขี่ได้ทั้งชาย และหญิง สำหรับคนที่สะสม หรือรักมอเตอร์ไซค์วินเทจ บอกเลยว่าพลาดไม่ได้ 

ราคา : 34,500 บาท

3-Honda Super Cub

มอเตอร์ไซค์วินเทจ ระดับตำนาน คันนี้คือ Honda Super Cub บอกเลยว่าคันนี้เป็นมอเตอร์ไซค์ Honda ระดับตำนาน ที่แค่มองก็ได้กลิ่นอายความเป็น Honda ยุคแรกๆ มาแบบเต็มๆ  ที่สำคัญรูปทรงต่างๆ ของตัวรถ ยังคงความเป็นเรโทรได้อย่างลงตัว เหมาะสมกับยุคสมัย ซึ่งในส่วนของการใช้งาน พูดได้เลยว่าเหมาะกับทุกเพศทุกวัย ที่สำคัญยังขับขี่ง่ายเว่อร์

ราคา : 47,100 บาท

4-Suzuki VanVan 125

ต้องยอมรับว่ามอเตอร์ไซค์วินเทจ ที่มีไฟหน้าเป็นทรงกลม จะช่วยให้ตัวรถดูคลาสสิก ดูวินเทจขึ้นไปอีกเท่าตัว เช่นเดียวกับ Suzuki VanVan 125 ด้วยตัวรถที่ถูกออกแบบมาในสไตล์เรโทร ไม่ว่าจะไฟหน้า ไฟเลี้ยว ไฟท้าย และหน้าปัด ถูกออกแบบมาเป็นทรงกลม เพื่อเพิ่มความวินเทจ ที่สำคัญมาพร้อมเครื่องยนต์ 125 CC แบบประหยัดน้ำมัน

ราคา : 105,000 – 108,000 บาท

5-Yamaha SR400

ถ้าคุณกำลังมองหารถมอเตอร์ไซค์วินเทจ ในยุค70 Yamaha SR400 เป็นรถที่ตอบโจทย์คุณได้เป็นอย่างดี ด้วยดีไซน์ตัวเครื่องที่สวยโดดเด่น ขับขี่ง่าย เหมาะกับการขับขี่ทั้งใน และนอกเมือง เครื่องยนต์ดีเยี่ยมขนาด 399 CC และระบบ Kick Start อันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว ช่วยเพิ่มความน่าหลงใหล ให้กับมอเตอร์ไซค์คันนี้ได้เป็นอย่างดี

ราคา : 275,000 บาท


บทความอื่นๆ เกี่ยวกับวงการมอเตอร์ไซค์ ได้ทาง www.motorcycle-thai.com

ยามาฮ่า เปิดจองR7 ทางออนไลน์ในราคา 339,000 บาท

ยามาฮ่า เปิดจองR7 ทางออนไลน์ในราคา 339,000 บาท โดยบริษัท ไทยยามาฮ่ามอเตอร์ จำกัด เปิดตัวบิ๊กไบค์รุ่นใหม่ YZF-R7 ล่าสุดของ R-Series กับขุมพลังเครื่องยนต์ความจุ 689 ซีซี พร้อมจัดโปรโมชั่น และสิทธิพิเศษสำหรับลูกค้า 50 ท่านแรก

ซึ่งสปอร์ตไบค์ยามาฮ่าในตระกูล R-Series ได้รับความนิยมมาอย่างยาวนาน จากขาซิ่งทั่วโลก นับตั้งแต่เปิดตัวครั้งแรกในปี 1998 กับรุ่น YZR-M1 ที่รู้จักกันใน World GP ในประเทศไทยได้รับความนิยมในหลากหลายรุ่นย่อย เช่น YZF-R1, YZF-R6, YZF-R3, YZF-R15 และล่าสุดกับ YZF-R7

YZF-R7 ติดตั้งขุมพลัง เครื่องยนต์แบบ CP2 ขนาด 689 ซีซี ให้อัตราเร่งแรงทรงพลัง เร้าใจทั้งบนสนามแข่ง และบนถนน ดีไซน์แบบซูเปอร์สปอร์ต จาก R-Series DNA แฟริ่งออกแบบตามหลักอากาศพลศาสตร์ สอดรับให้มีความกระชับ เพื่อรับกับระบบแอโรไดนามิกได้อย่างลงตัว เฟรมถูกปรับแต่งพิเศษ ให้มีน้ำหนักเบา แต่ยังคงความแข็งแรง ของแชสซี เสริมด้วยระบบ ASSIST & SLIPPER CLUTCH เพื่อการควบคุมที่ดี เมื่อต้องการลดความเร็วอย่างรวดเร็ว และต่อเนื่อง  

ยามาฮ่า เปิดจองR7 ทางออนไลน์

ผู้ที่ชื่นชอบรถสายพันธุ์ R-Series กับโปรโมชั่นที่เปิดให้ทุกท่านได้ทำการจองผ่านช่องทาง ออนไลน์ ที่ https://forms.gle/dVdQgzGyEfM11G3F6 ลุ้นรับสิทธิพิเศษดาวน์เพียง 7,900 บาท พร้อมอัตราดอกเบี้ยพิเศษ และฟรีประกันภัยชั้น 1 สำหรับลูกค้า 200 ท่านแรก และพิเศษสุดสำหรับลูกค้า 50 ท่านแรกที่จองเข้ามาในระบบออนไลน์ จะได้รับสิทธิ์เข้าร่วมกิจกรรม Yamaha Racing Practice หรือ BRIC trackday ฟรี จำนวน 4 ครั้ง บนแทร็คระดับโลกอย่าง สนามช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต จังหวัดบุรีรัมย์


บทความอื่นๆ เกี่ยวกับวงการมอเตอร์ไซค์ ได้ทาง www.motorcycle-thai.com

Triumph Street Twin 2021

Triumph Street Twin 2021

Triumph Street Twin 2021 รถจักรยานยนต์โมเดิร์นคลาสสิก ผ่านการพัฒนาต่ออย่างงดงาม ในสไตล์การแต่งคัสตอม และการตกแต่งรายละเอียดสุดพรีเมียม ด้วยขุมกำลังจากเครื่องยนต์ Bonneville สูบคู่ 900cc ของ Street Twinให้แรงบิดมหาศาลและสมรรถนะขั้นสูง

การออกแบบ

รถจักรยานยนต์บิ๊กไบค์สไตล์โมเดิร์นคลาสสิก มาพร้อมกับการออกแบบตกแต่งในสไตล์คัสตอม เสริมความสะดวกสบายด้วยเบาะนั่งดีไซน์ใหม่เพื่อรองรับสรีระ และท่วงท่าการขับขี่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

หน้าปัดเรือนไมล์

มาพร้อมกับหน้าจอแสดงผลแบบ LCD มัลติฟังก์ชัน ที่ช่วยแสดงค่าโหดมการขับขี่ ระดับน้ำมัน และมาพร้อมกับมาตรวัดความเร็วแบบอนาล็อกทรงนาฬิกา รวมไปถึงเรือนไฟบนหน้าปัดแสดงการแจ้งเตือน ลักษณะการทำงานของเครื่องยนต์ในรูปแบบต่างๆ

เครื่องยนตร์

มาพร้อมกับขุมพลังเครื่องยนต์ 2 สูบคู่ SOHC 8 วาล์ว ขนาด 900 ซีซี ระบายความร้อนด้วยน้ำ ระบบเกียร์เป็นแบบ 5 สปีด ระบบระบายความร้อนด้วยน้ำ มีอัตราส่วนแรงอัดที่ 11.0:1 ให้พละกำลังสูงสุดที่ 65 แรงม้า (47.8 กิโลวัตต์ ที่ 7,500 รอบต่อนาที) มีแรงบิดสูงสุดที่ 80 นิวตันเมตร (ที่ 3,800 รอบต่อนาที) กระบอกสูบมีขนาดความกว้าง x ช่วงชัก อยู่ที่ 84.6 x 80 มิลลิเมตร ระบบจ่ายเชื้อเพลิงอิเล็กทรอนิกส์หลายจุดตามลำดับ ใช้คลัตช์แบบเปียกพร้อมระบบช่วยผ่อนแรง ท่อไอเสียเป็นแบบสเตนเลสสตีลขัดเงา 2 ท่อ

ระบบกันสะเทือน

ระบบกันสะเทือน ในด้านหน้ามาแบบโช้คอัพขนาด 41 มิลลิเมตร พร้อมปลอกยางกันฝุ่นในสไตล์ดั้งเดิม ระบบกันสะเทือน ในด้านหลังแบบโช้คคู่ ด้านหลังสามารถปรับพรีโหลดได้ มีระบบยุบตัวที่ 120 มิลลิเมตร ในระบบเบรกด้านหน้ามาพร้อมกับดิสก์เบรกหน้าเดี่ยวแบบลอยตัวขนาด 310 มิลลิเมตร พร้อมคาลิปเปอร์จาก Brembo แบบ 4 ลูกสูบ ขณะที่เบรกหลังเป็นดิสก์เบรกเดี่ยวขนาด 255 มิลลิเมตร พร้อมคาลิปเปอร์ลูกสูบเดี่ยวจาก Nissin โดยTriumph Street Twin 2021 ระบบเบรกทำงานควบคู่กับระบบ ABS ซึ่งจะช่วยป้องกันล้อล็อกในขณะมีการเบรกแบบกระทันหัน

ระบบเบรก

ระบบเบรกหน้าดิสก์เบรก 310 มม. แบบ Floating Disc (จานเบรกสองชั้น) ซึ่งจับคู่กับคาลิปเปอร์ 4 สูบ แบรนด์ Brembo ส่วนเบรกหลังดิสก์ขนาด 220 มม. จับคู่กับคาลิปเปอร์ 2 สูบ แบรนด์ Nissin นอกจากนี้ Triumph Street Twin ยังมีระบบเบรก ABS ทั้งล้อหน้าและหลัง เพิ่มความปลอดภัยในการขับขี่อีกด้วย

สรุปสเปคของ Triumph Street Twin 2021

เกียร์เกียร์ธรรมดาระบบเกียร์5 เกียร์ รายละเอียดเครื่องยนต์SOHC 8 วาล์ว, สูบคู่ขนานระบบความระบายความร้อนน้ำระบบสตาร์ทสตาร์ตไฟฟ้า (มือ)ขนาดเครื่องยนต์900.00 cc.แบบเครื่องยนต์4 จังหวะระบบจุดระเบิดFull Injectionประเภทน้ำมันเชื้อเพลิงแก๊สโซฮอล์ 95 (E10), เบนซิน 91,เบนซิน 95 ระบบจ่ายน้ำมันเชื้อเพลิงหัวฉีดเชื้อเพลิงอิเล็กทรอนิกส์หลายจุดความจุถังน้ำมันเชื้อเพลิง12 ลิตรระบบกันสะเทือนล้อหน้าโช้คคาร์ทริดจ์ ขนาด 41 มมระบบกันสะเทือนล้อหลังโช้คหลังคู่ สามารถปรับพรีโหลดได้ระบบเบรกล้อหน้าคาลิปเปอร์เบรกหน้า Brembo แบบ 4 ลูกสูบพร้อมดิสก์เบรกเดี่ยวแบบลอยตัวขนาด 310 มม และระบบ ABSระบบเบรกล้อหลังคาลิปเปอร์เบรกสูบเดี่ยว Nissin พร้อมดิสก์เบรกเดี่ยวขนาด 255 มม และระบบ ABSแบบวงล้อแมกซ์ขนาดยางหน้า100/90 R18 ขนาดยางหลัง150/70 R17ขนาดความกว้างรถ780 มิลลิเมตรขนาดความสูงรถ1,110 มิลลิเมตรความสูงเบาะ765 มิลลิเมตรน้ำหนัก217.00 กก.


บทความอื่นๆ เกี่ยวกับวงการมอเตอร์ไซค์ ได้ทาง www.motorcycle-thai.com

kawasaki z1000 2021

z1000 ในปี 2021 Kawasaki จัดมาให้ผู้สนใจเป็นเจ้าของได้ในเฉดสีดำ Metallic Flat Spark Black / Metallic Matte Graphite Gray โดยถูกออกแบบให้ผู้ขับขี่นั่งในท่าหมอบเหมือนกับรุ่นก่อน โดยมีลักษณะโดดเด่นเป็นพิเศษที่โครงกระจังหน้าที่ถูกปรับระดับให้ต่ำลงกว่าเดิม เพิ่มระยะห่างระหว่างจุดสูงสุดของตัวรถและตัวถังเชื้อเพลิง ทำให้ผู้ขับขี่ต้องลดตัวลงมาในท่านั่งหมอบ ชวนให้นึกถึงภาพของนักล่าอันแข็งแกร่งที่กำลังรอสังหารเหยื่อ โคมไฟหน้าแบบ LED พร้อมไฟ 4 ดวงกลมโตด้านในส่องประกายอย่างเด่นชัดในยามค่ำคืน เหมือนเช่นดวงตาของนักล่า ตัวถังถูกขยับมาอยู่ใกล้กับเครื่องยนต์และโครงรถมากยิ่งขึ้นเพื่อให้ได้รูปทรงที่ปราดเปรียวและทรงพลัง สัดส่วนของตัวรถนั้นเทน้ำหนัก ไปยังส่วนหน้ามากกว่าส่วนท้ายรถ เพื่อรับกับเส้นสายและรายละเอียดของตัวรถที่ให้ความรู้สึกของการพุ่งทะยานไปข้างหน้าอย่างไม่หยุดยั้ง

การออกแบบ
ภายนอกดุดัน หน้าตาไม่ซ้ำใคร แฟริ่งน้อยชิ้น เผยให้เห็นสัดส่วนของเครื่องยนต์ขนาดใหญ่ ออกแบบตามหลัก “Sugomi” ที่ให้อารมณ์ถึงความปราดเปรียว และน่าเกรงขามไปในตัว ชุดโคมไฟหน้ามาพร้อมรูปทรงดุดัน ซึ่งถูกปรับให้ต่ำลงกว่ารถทั่วไป โคมไฟชนิด LED ขนาดเล็กลงแต่ส่องแสงสว่างมากกว่าเดิม เสริมให้หน้าตาของ Z1000 ดูดุดันดังนักล่า โคมไฟหน้าประกอบด้วยหลอดไฟประหยัดพลังงาน LED 4 ดวง ไฟต่ำ 2 ดวง (ตรงกลาง) และ ไฟสูง 2 ดวง (ด้านนอก) เมื่อเปิดไฟสูง ไฟทั้ง 4 ดวงจะส่องแสงสว่างทั้งหมด

หน้าปัดเรือนไมล์
มาพร้อมไฟแสดงสถานะตำแหน่งเกียร์ช่วยเพิ่มความแม่นยำ และความมั่นใจในการเปลี่ยนเกียร์ ในขณะเดียวกันก็เสริมภาพลักษณ์มาดเข้มเต็มอารมณ์สปอร์ตให้กับ Z1000 ด้วย ด้วยฟังก์ชั่นใหม่ล่าสุด ไฟแสดงสถานะเปลี่ยนเกียร์ขึ้น นอกจากจะเติมเต็มความเป็นสปอร์ตพันธุ์ดุให้เต็มคราบแล้ว จังหวะการเปลี่ยนเกียร์อันเร้าใจยังช่วยมอบประสบการณ์ความตื่นเต้นให้กับผู้ขับขี่ขึ้นไปอีกระดับด้วย (ส่วนบนของมาตรวัดรอบเครื่องยนต์แบบแถบแสดงสถานะ – ตั้งแต่รอบเครื่องยนต์ที่ 4,000 รอบต่อนาทีขึ้นไป – จะกะพริบเมื่อเครื่องยนต์ทำงานถึงรอบเครื่องยนต์ที่ตั้งค่าไว้) สามารถเลือกตั้งนาฬิกาให้แสดงเวลาในแบบ 12 ชม. หรือ 24 ชม. ได้ตามความต้องการของผู้ขับขี่

เครื่องยนตร์
ขับเคลือนด้วยเครื่องยนต์ 4 จังหวะ 4 ลูกสูบ ขนาด 1,043 ซีซี. ระบบวาล์วแบบ DOHC, 16 วาล์ว (4 วาล์ว/ลูกสูบ) จ่ายน้ำมันเชื้อเพลิงด้วยระบบหัวฉีด ระบายความร้อนด้วยน้ำ รีดพลังม้าได้สูงสุดถึง 104.5 กิโลวัตต์ หรือ 142 แรงม้า ที่ 10,000 รอบต่อนาที แรงบิดสูงสุด 111 นิวตันเมตร ที่ 7,300 รอบต่อนาที มาพร้อมช่องลมคู่หน้าที่แฟริ่ง เพื่อนำพาอากาศเย็นเข้ามาสู่กล่องอากาศโดยตรง รวมถึงกล่อง ECU ซึ่งได้รับการปรับปรุงใหม่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการเผาไหม้ในห้องเครื่อง ส่วนระบบไอเสียมาแบบแยกส่วนออกไปทั้ง 2 ข้างของตัวรถพร้อมกับปลายท่อเก็บเสียงแยกส่วน ออกแบบให้สั้นลงเพื่อให้แลเห็นล้อหลังได้ชัดเจนมากยิ่งขึ้น

ระบบกันสะเทือน
ระบบกันสะเทือนแบบหัวกลับ ขนาดแกน 41 มม. ด้วยสปริงคู่ดูดซับแรงกระแทกได้ดี ซึ่งสามารถปรับตั้งระยะยืดและยุบตัวได้ทั้งซ้ายและขวา ด้านหลังเป็นโช้คแก๊ส Horizontal Back-link ปรับระยะรีบาวด์และพรีโหลดได้เช่นกัน รองรับแรงกระแทกและทรงตัวได้ดีในทุกสภาพถนน

ระบบเบรก
ล้อหน้าเป็นจานเบรกคู่ ขนาด 310 มม. คาลิปเปอร์เบรกเรเดียลเม้าท์ แบบโมโนบล็อก 4 ลูกสูบ ส่วนล้อหลังเป็นจานเบรก ขนาด 250 มม. คาลิปเปอร์เบรกลูกสูบเดี่ยว เพิ่มประสิทธิภาพการเบรกที่รวดเร็วแม่นยำ ตอบสนองต่อการควบคุมการขับขี่ได้อย่างรวดเร็วมั่นใจ

สรุปสเปคของ kawasaki z1000 2021
-เครื่องยนต์ : 4 จังหวะ 4 ลูกสูบ
-ระบบวาล์ว : DOHC, 4 วาล์ว/ลูกสูบ
-ปริมาตรกระบอกสูบ : 1,043 ซีซี.
-ความกว้างกระบอกสูบ x ช่วงชัก : 71.0 × 56.0 มม.
-อัตราส่วนแรงอัด 11.8 : 1
-การจ่ายน้ำมัน : หัวฉีด
-ระบบระบายความร้อน : ระบายความร้อนด้วยน้ำ
-ความจุถังน้ำมัน : 17 ลิตร
-ระบบสตาร์ท : สตาร์ทมือ ระบบไฟฟ้า
-คลัทช์ : คลัทช์มือ
-จุดระเบิด : Digital
-ระบบเกียร์ : 6 สปีด
-ระบบกันสะเทือนหน้า : โช้คหัวกลับ ขนาด ø 41 มม. + Compression and rebound damping and spring preload adjustability
-ระบบกันสะเทือนหลัง : โช้คเดี่ยว Horizontal Back-link, gas-charged shock with rebound damping and spring preload adjustability
-ระบบห้ามล้อหน้า : ดิสก์เบรคคู่ ขนาด 310 มม. คาลิปเปอร์เบรก 4 ลูกสูบ
-ระบบห้ามล้อหลัง : ดิสก์เบรค ขนาด 250 มม. คาลิปเปอร์เบรก ลูกสูบเดี่ยว
-ล้อ : ล้อแม็ก
-ยางล้อหน้า : 120/70ZR17M/C (58W)
-ยางล้อหลัง : 190/50ZR17M/C (73W)


บทความอื่นๆ เกี่ยวกับวงการมอเตอร์ไซค์ ได้ทาง www.motorcycle-thai.com