Honda tech การหลบหลีก: เทคโนโลยีใหม่ที่ชาญฉลาดนำความสามารถในการควบคุมและป้องกันอุบัติเหตุ

เมื่อฮอนด้าเปิดตัวรถแนวคิด Riding Assist และ Riding Assist-e เมื่อปี 2560 รถยนต์ทรงตัวที่ปรับสมดุลได้เองนั้นก็ตกตะลึงกับความสามารถในการทำงานอัตโนมัติของพวกเขา และตอนนี้ฮอนด้ากำลังพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อใช้บนท้องถนน Honda tech การหลบหลีก

จักรยานต้นแบบสามารถทรงตัวได้แม้ในขณะจอดนิ่ง และสามารถเหยียบย่ำไปตามจังหวะที่เดินได้โดยไม่ต้องใช้ผู้ขี่ โดยใช้เซ็นเซอร์หลายตัว และระบบบังคับเลี้ยวอัตโนมัติ รวมถึงการเร่งความเร็วอัตโนมัติและการเบรก

สิทธิบัตรล่าสุดชี้ให้เห็นว่า จุดมุ่งหมายไม่ได้มีจักรยานยนต์ที่สามารถควบคุมได้อย่างสมบูรณ์ แต่เป็นสิ่งที่สามารถควบคุมองค์ประกอบจากผู้ขับขี่เพื่อให้หยุดพักหรือป้องกันอุบัติเหตุ

Honda tech การหลบหลีก

เรดาร์ที่ติดตั้งกับจักรยานได้กลายเป็นความจริงแล้ว และยามาฮ่ากำลังทดลองระบบช่วยบังคับเลี้ยวของจักรยานยนต์วิบากจากโรงงานในการแข่งขัน All-Japan Championship แต่สิทธิบัตรใหม่ของฮอนด้าถือเป็นก้าวสำคัญ

เป็นการผสมผสานระหว่างกล้อง เรดาร์ และ LIDAR (การตรวจจับแสงและการจัดระยะ โดยใช้เลเซอร์เพื่อสร้างแผนที่ 3 มิติเสมือนจริงของสภาพแวดล้อมของจักรยานยนต์) เข้ากับชุดควบคุมอัตโนมัติ เช่น คันเร่ง เบรก และพวงมาลัย ทั้งหมดนี้ควบคุมโดยโมดูลคอมพิวเตอร์หลายชุด

ยิ่งไปกว่านั้น ยังมีเซ็นเซอร์ปกติสำหรับความเร็ว การเร่งความเร็ว และการเบรก รวมถึง GPS และ ‘อุปกรณ์สื่อสาร’ ในตัว – โดยทั่วไปคือโทรศัพท์มือถือ ที่มีการเชื่อมต่อแบบเซลลูลาร์, Wi-Fi และ Bluetooth – รวมทั้งระบบระยะสั้นเพื่อ ‘พูดคุย’ กับยานพาหนะใกล้เคียง

ระบบบังคับเลี้ยวใช้การตั้งค่าเซ็นเซอร์แรงบิด ‘magnetostrictive’ เดียวกับที่ระบบช่วยบังคับเลี้ยวต้นแบบของ Yamaha ยึดตาม การตรวจสอบอินพุตของผู้ขับขี่ และให้ความช่วยเหลือเมื่อจำเป็น

นอกจากนี้ยังมีกล้องที่หันเข้าหาผู้ขี่และเซ็นเซอร์แรงดันในเบาะนั่ง ที่จับบาร์ และที่พักเท้าเพื่อตัดสินการกระจายน้ำหนักและท่าทางของผู้ขี่ นอกจากนี้ยังสามารถตรวจสอบตำแหน่งคนซ้อนท้ายเพื่อพิจารณาอิทธิพลที่มีต่อจักรยานยนต์

เทคโนโลยีนี้ทำให้จักรยานยนต์มีสมรรถนะกึ่งอิสระ ในระดับเดียวกับรถยนต์ระดับไฮเอนด์รุ่นล่าสุดบางรุ่น ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติแบบปรับได้ (ACC) และระบบช่วยจอดเลน (LKAS) ระบบเปลี่ยนเลนอัตโนมัติ (ALC) และ ‘รถวิ่งความเร็วต่ำ’ (LSP) เพื่อแซงรถที่วิ่งฉับไวโดยอัตโนมัติ มันใกล้เคียงกับความสามารถในการขับขี่อัตโนมัติอย่างแท้จริง

LKAS นั้นซับซ้อนกว่าจักรยานยนต์มากกว่ารถยนต์ ในกรณีที่ระบบรถจัดตำแหน่งรถให้อยู่ตรงกลางเลน รุ่นจักรยานยนต์จะสามารถเปลี่ยนตำแหน่งภายในเลนได้ขึ้นอยู่กับสถานการณ์

ตัวอย่างเช่น สำหรับการขี่เป็นกลุ่ม มันจะใช้รูปแบบการเซ ออฟเซ็ตจากจักรยานคันหน้าเพื่อเพิ่มทัศนวิสัยและเพิ่มระยะเบรกที่มีอยู่ ที่มุมโค้ง จะใช้ความกว้างของเลนเพื่อเปิดทางโค้ง และหากตรวจพบจักรยานที่วิ่งเร็วกว่าเข้ามาจากด้านหลัง ระบบได้รับการออกแบบให้เคลื่อนที่ไปด้านข้างของเลนโดยปล่อยให้ผ่านไป

ทั้งหมดนี้ ผู้ขับขี่ตั้งใจที่จะควบคุมโดยรวม โดยระบบจะเข้ามาช่วยเหลือเมื่อจำเป็นเท่านั้น

บทความอื่นๆ เกี่ยวกับวงการมอเตอร์ไซค์ ได้ทาง www.motorcycle-thai.com

Ducati Multistrada V2

Ducati ผู้นำตลาดรถจักรยานยนต์ระดับโลก สัญชาติอิตาลี เปิดตัวรถมอเตอร์ไซค์ทัวร์ริ่งแอดเวนเจอร์ รุ่นระดับเริ่มต้นของทางค่าย โมเดลใหม่ล่าสุดกับ Ducati Multistrada V2 และ Ducati Multistrada V2S สานต่อความสำเร็จของรถมอเตอร์ไซค์ทัวร์ริ่งของทางค่าย โดยครั้งนี้เป็นการปรับปรุงรุ่นเริ่มต้นด้วยการให้ “โช๊คอัพไฟฟ้า” ติดตั้งมาในรุ่น V2S พร้อมเสริมประสิทธิภาพการขับขี่ของตัวรถ รวมถึงความสะดวกสบาย ให้เหนือกว่ารุ่นเดิม ในราคาที่เข้าถึงได้ง่ายกว่ารุ่นพี่ Multistrada V4

รายละเอียด Ducati Multistrada V2

เทคโนโลยี 

ในรถมอเตอร์ไซค์ของ Ducati ปี 2021 ทุกโมเดล อัดแน่นเรื่องเทคโนโลยี เพราะตอนนี้ในรถรุ่นระดับกลางของ Ducati จัดหนักเรื่องระบบความปลอดภัยระดับที่รถ Superbike ติดตั้งกันเลยทีเดียว ไม่ว่าจะเป็น

– Cornering ABS

– Traction Control

– Vehicle Hold Control

และจัดเต็มยิ่งขึ้นใน Multistrada V2S ได้แก่

– โช๊คอัพไฟฟ้า Ducati Skyhook

– Cornering ABS

– Traction Control

– Vehicle Hold Control

– Cornering Light

– Quick Shifter ทั้งเพิ่มและลดเกียร์

– Cruise Control

เครื่องยนต์

เครื่องยนต์ใหม่ Ducati Testastretta 2 สูบ L-Twin 4 วาล์วต่อสูบ ระบายความร้อนด้วยน้ำ ระบบวาล์วแบบ Desmodromic ความจุกระบอกสูบรวมอยู่ที่ 937 cc มอบพละกำลังสูงสุด 113 แรงม้า ที่ 9,000 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 96 นิวตันเมตร ที่ 6,750 รอบ/นาที ส่งด้วยระบบเกียร์ 6 สปีด พร้อมสลิปเปอร์คลัทช์ ขับเคลื่อนด้วยโซ่

ดีไซน์

โดดเด่นด้วยความเป็นรถทัวร์ริ่งแอดเวนเจอร์สไตล์พิมพ์นิยม มีความสูง โปร่ง มอบทัศนวิสัยการขับขี่ที่ดีเยี่ยม โดยเฉพาะรูปลักษณ์ของตัวรถที่มองแต่ไกลก็ทราบแล้วว่านี่คือรถมอเตอร์ไซค์แบบทัวร์ริ่งแอดเวนเจอร์ ยิ่งติดกล่องสัมภาระตกแต่งเพิ่มเติมเข้าไป นอกจากช่วยในเรื่องของการขนสัมภาระแล้ว ยังช่วยเสริมภาพลักษณ์ของตัวรถให้ดูภูมิฐานมากยิ่งขึ้นด้วย ด้วยไฟหน้าคู่แบบ LED รวมทั้งไฟสูงและไฟต่ำในโคมเดียวกัน มาพร้อมกับปากนกที่ช่วยเรื่องอากาศพลศาสตร์ของตัวรถให้มีการยึดเกาะบนความเร็วสูงที่ดีเยี่ยม มาพร้อมกับการ์ดแฮนด์ที่มีการติดตั้งไฟเลี้ยวเอาไว้ในตัว

การขับขี่

ช่วงล่าง ด้านหน้าใช้โช๊คอัพแบบหัวกลับขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 48 มม. ระยะยุบ 170 มม. ปรับแต่งได้ทุกการตั้งค่า ส่วนในรุ่น V2S ใช้โช๊คอัพไฟฟ้า Ducati Skyhook ปรับแต่งการตั้งค่าได้ง่ายด้วยระบบไฟฟ้าดพื่อการขับขี่ที่ตอบสนองทุกสภาพถนน โดยล้อหน้าเลือกใช้ล้ออัลลอยขนาด 19 นิ้ว คู่กับยางขนาด 120/70 ZR19 โดยยางติดรถให้มาเป็น Pirelli Scorpion Trail II ส่วนระบบเบรกก็จัดเต็มกับดิสก์เบรกคู่ชนิดจานแบบเซมิโฟลตติ้ง ขนาด 320มม. พร้อมปั้มเบรกจาก Brembo จำนวน 4 พอต เพื่อความนั้นใจในการเบรก


บทความอื่นๆ เกี่ยวกับวงการมอเตอร์ไซค์ ได้ทาง www.motorcycle-thai.com

เผยโฉม Triumph Tiger sport 660 รุ่นใหม่

ไทรอัมพ์ มอเตอร์ไซเคิลส์ เผยโฉม ไทเกอร์ สปอร์ต 660 ( Triumph Tiger sport 660 ) รุ่นใหม่ รถจักรยานยนต์ขนาดกลางมาพร้อมเครื่องยนต์สามสูบอันทรงพลังของไทรอัมพ์ ด้วยขุมพลังมาตรฐานสูงสุดระดับแนวหน้า สเปครถจักรยานยนต์ขั้นสูงสุด และค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาที่ต่ำที่สุดในรถตระกูลแอดเวนเจอร์ 

รายละเอียด Triumph Tiger sport 660

เครื่องยนตร์

ไทเกอร์ สปอร์ต 660 (Tiger Sport 660) นำเสนอสุดยอดขุมพลังเครื่องยนต์สามสูบ เป็นครั้งแรกในรถกลุ่มนี้ ที่ให้แรงบิดอันทรงพลังจากรอบต่ำ ไปจนถึงรอบสูงอย่างสมบูรณ์แบบ ผสมผสานกับ สมรรถนะช่วงกลางที่แข็งแกร่ง และให้พละกำลังมหาศาลในรอบปลาย ให้แรงบิดสูงสุด 64 นิวตันเมตร ที่ 6,250 รอบต่อนาที และกำลังสูงสุดถึง 81 แรงม้า ที่ 10,250 รอบต่อนาที การส่งกำลังได้รับการจัดการ โดยระบบจัดการเครื่องยนต์ที่ล้ำสมัย ซึ่งมาพร้อมคันเร่งไฟฟ้า ที่มอบการตอบสนองที่แม่นยำ กับระบบเกียร์แบบใหม่ 6 สปีด พร้อมอัตราทดเกียร์ที่ปรับให้เหมาะสม เพื่อสามารถขับขี่ได้อย่างสนุกสนานในทุกวัน 

ทคโนโลยี

กับเทคโนโลยีชั้นนำ ที่ได้มาตรฐานสำหรับผู้ขับขี่ โดยมีแผงหน้าปัดมัลติฟังก์ชันรุ่นใหม่ล่าสุด พร้อมหน้าจอ TFT ซึ่งถือเป็นรถรุ่นแรกในคลาสเดียวกัน โดยแสดงผลข้อมูลที่จำเป็นทั้งหมดอย่างชัดเจน และมีดีไซน์ที่กะทัดรัด นอกจากนี้ยังได้รับการออกแบบ เพื่อรองรับระบบการติดตั้งอุปกรณ์เสริม My Triumph Connectivity ซึ่งสามารถเข้าถึงระบบนำทางแบบ turn-by-turn และการควบคุมกล้อง GoPro รวมถึงสามารถใช้งานโทรศัพท์ และเล่นเพลงได้ โดยสามารถควบคุมฟังก์ชันทั้งหมดได้ด้วยปลายนิ้วผ่านสวิตช์ควบคุมที่แฮนด์ และสามารถเข้าถึงข้อมูลทั้งหมดที่เกี่ยวข้องได้ผ่านหน้าจอ TFT เพื่อให้ใช้งานได้ง่ายขณะขับขี่

โหมดการขับขี่ 2 โหมด ได้แก่ ฝนตก (Rain) และถนนปกติ (Road) ซึ่งสามารถปรับเปลี่ยนการตอบสนองของคันเร่ง และมีระบบควบคุมการยึดเกาะถนน เพื่อให้ผู้ขับขี่สามารถควบคุมรถได้อย่างมั่นใจมากขึ้นในทุกสภาวะการขับขี่

ดีไซน์

ออกแบบโดยผสมผสานการใช้งานจริงเข้ากับดีไซน์แอดเวนเจอร์สปอร์ตแบบร่วมสมัยได้อย่างสวยงาม ทำให้ได้ท่วงท่าที่มั่นใจและโดดเด่น มาพร้อมตัวถังแบบใหม่ทั้งหมดที่มีเส้นสายที่สะอาดตาต่อเนื่องกันจากค็อกพิท พร้อมด้วยการติดตั้งไฟหน้าคู่ ไปจนถึงส่วนท้ายสุดมินิมอลและไฟท้ายแบบโค้งมน

การขับขี่

ได้รับการออกแบบมาเพื่อความคล่องตัว และความสะดวกสบาย ที่เป็นเอกลักษณ์ของไทรอัมพ์ ให้การควบคุมที่ง่าย และความสมดุลอันสมบูรณ์แบบ ที่สร้างความมั่นใจแก่ผู้ขับขี่ พร้อมเบาะนั่งคู่ที่สะดวกสบาย และราวจับสำหรับผู้โดยสารที่ปรับตามหลักสรีรศาสตร์ซึ่งติดตั้งเป็นอุปกรณ์มาตรฐาน นอกจากนี้ยังมีตำแหน่งยืนคร่อมรถแคบ ทำให้ยืนคร่อมได้อย่างสะดวก เพื่อการบังคับที่คล่องตัวที่ความเร็วต่ำ และให้ความรู้สึกมั่นคงขณะรถหยุดนิ่ง


บทความอื่นๆ เกี่ยวกับวงการมอเตอร์ไซค์ ได้ทาง www.motorcycle-thai.com

ALL New Monster จากค่าย Ducati  ที่อัดแน่นด้วยเทคโนโลยี มีความคล่องตัวสูง

All New Monster จากค่าย Ducati  ทีอัดแน่นด้วยเทคโนโลยี มีความคล่องตัวสูง น้ำหนักเบาสุดเพียง 166 กิโลกรัม ลดลงจากรุ่น Monster 821 ไปถึง 18 กิโลกรัม ซึ่งได้รับการออกแบบ และพัฒนาสรีระท่านั่งในการขับขี่เพื่อลดความเหนื่อยล้า เบาะมีความสูง 775 มม. (มาตรฐานสำหรับประเทศไทย) และ 820 มม. (อุปกรณ์เสริม) แฮนด์บาร์มีการปรับระยะให้เข้าหาตัวผู้ขับขี่มากขึ้น ที่พักเท้าถูกปรับองศาให้มีความกระชับและสบายมากขึ้น 

น้ำหนักที่ลดลงได้มากถึง 18 กิโลกรัม ของ All New Monster เป็นผลมาจาก

  1. -ชุดเครื่องยนต์ถูกปรับปรุงและดีไซด์ใหม่ ใช้เครื่องยนต์แบบ L-Twin Desmodromic valve Testastretta 11˚ทำให้มีน้ำหนักลดลงไปถึง 2.4 กิโลกรัม
  2. -ล้ออลูมิเนียมอัลลอยดีไซน์ใหม่ ทำให้มีน้ำหนักลดลงไปถึง 1.7 กิโลกรัม
  3. -Double Side Swingarm ได้รับการพัฒนาทำให้มีน้ำหนักลดลงไปถึง 1.6 กิโลกรัม แต่ยังคงความแข็งแรงไว้ได้อย่างดี
  4. -เทคโนโลยีทางสนามแข่ง Moto GP นั่นคือเฟรมแบบ Monocoque จึงทำให้มีน้ำหนักลดลงไปถึง 4.5 กิโลกรัม
  5. -ซับเฟรมด้านหลังใช้วัสดุ Glass Fiber Reinforced Polymer จึงทำให้มีน้ำหนักที่เบามากขึ้น 1.9 กิโลกรัม

ด้วยการขับขี่ที่คล่องตัว และคงความสนุก รูปทรงปราดเปรียวผสานอิตาเลียนดีไซน์ พร้อม 3 โหมดขับขี่ คือ Sport, Touring และ Urban ด้านเทคโนโลยีความปลอดภัยได้รับการพัฒนาให้ทันสมัยและปลอดภัยมากขึ้น ใช้งานง่ายขึ้น เช่น 

–   Cornering ABS (เฉพาะล้อหน้า) ระบบที่ช่วยปรับแรงดันน้ำมันเบรกให้เหมาะสม โดยเซนเซอร์จะทำงานตรวจวัดการเอียงของรถในขณะเข้าโค้ง ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการเบรกในโค้งให้แม่นยำมากยิ่งขึ้น

–   Traction Control ระบบควบคุมเสถียรภาพการทรงตัวของตัวรถ เมื่อรถเกิดการลื่นไถล หรือสูญเสียการควบคุม ระบบนี้ก็จะเข้ามาช่วยผู้ขับขี่ในเสี้ยววินาที

–   Wheelie Control ระบบควบคุมการยกของล้อหน้าและหลัง 

–   Launch Control เทคโนโลยีจากสนามแข่ง Moto GP ถูกเพิ่มเติมขึ้นมาครั้งแรก ช่วยควบคุมการออกตัวรถด้วยความเร็วสูงอย่างมีเสถียรภาพ

–   Quickshifter up & down ระบบเปลี่ยนเกียร์ทั้งขึ้นและลง โดยไม่ต้องบีบคลัช สร้างความสะดวกสบายและสนุกอย่างไร้รอยต่อกับผู้ขับขี่

ราคา All New Monster 

มีให้เลือก 2 สี คือ RED ราคา 449,000 บาท และ Aviator Grey ราคา 453, 000 บาท จองได้ที่โชว์รูมดูคาติทุกแห่ง หรือจองพิเศษผ่านช่องทาง Lazada พันธมิตรของดูคาติ เพื่อให้ลูกค้าเข้าถึง All New Monster ได้ง่าย รวดเร็ว สิทธิพิเศษเพิ่มเติม คือ จอง ในราคาเพียง 5,000 บาท* เริ่ม 29 กันยายน – 15 ตุลาคมนี้ *เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทฯ กำหนด

สนใจสามารถนัดหมายทดลองขับ ได้แล้ววันนี้ โดยผ่านช่องทางออนไลน์ที่ Line Official : @Ducatithailand 

ดูคาติ ประเทศไทย โดย “บริษัท โมโตเร อิตาเลียโน จำกัด” เป็นผู้นำเข้า และผู้จัดจำหน่ายดูคาติอย่างเป็นทางการรายเดียวของประเทศไทย ตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2564 


บทความอื่นๆ เกี่ยวกับวงการมอเตอร์ไซค์ ได้ทาง www.motorcycle-thai.com